มหัศจรรย์วันโกหก April fool’s day

the-history-of-april-fools-day-video--47318c1760

วันเอพริลฟูลส์ (อังกฤษ: April Fool’s Day) หรือเรียกในชื่ออื่นว่า วันเมษาหน้าโง่, วันโกหกเดือนเมษายน, วันเทศกาลคนโง่ เป็นเทศกาลในวันที่ 1 เมษายน วันนี้เป็นวันที่จะอนุญาตให้โกหกต่อกันได้ โดยไม่ถือโกรธ ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ อาจมีเหตุการณ์น่าตกใจ ตื่นเต้นเป็นหัวข้อข่าว แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นต่อมาจึงได้เฉลยว่าข่าวที่ลงไปนั้นไม่เป็นความจริงแต่ อย่างใด เทศกาลนี้เริ่มขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสและเป็นที่นิยมกันไปทั่วโลก ในประเทศไทยเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา

ย้อน หลังกลับไปในศตวรรษที่ 16 ประเทศฝรั่งเศสถือว่าวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนจะพากันเฉลิมฉลอง จัดงานเลี้ยง และล้อมวงเต้นรำกันอย่างครึกครื้นจนถึงค่ำ

แต่มาในปี ค.ศ. 1592 พระสันตปาปาเกรเกอรี่ได้ประกาศใช้ปฏิทินใหม่สำหรับชาวคริสต์ ทำให้วันปีใหม่ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเป็นวันที่ 1 เดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาด้านการสื่อสารที่ล่าช้าในยุคนั้น ยังคงมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่เชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พวกเขายังจัดงานฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายนตามเดิม ทำให้คนอื่นๆ พากันเรียกพวกเขาว่า ” พวกเมษาหน้าโง่” (April Fools) แล้วพยายามกลั่นแกล้งคนพวกนี้โดยส่งข้อความไปหลอก หรือล่อลวงให้หลงเชื่อเรื่องโกหกทั้งหลายว่าเป็นเรื่องจริง

ใน ปัจจุบัน วันที่ 1 เมษายนจะถูกเรียกว่า “Poisson d’Avril” พวกเด็กๆ จะแกล้งเพื่อนๆ ด้วยการเอากระดาษรูปปลาไปแปะไว้ข้างหลัง เมื่อฝ่ายที่ถูกแกล้งรู้ตัว คนแกล้งจะตะโกนว่า “Poisson d’Avril!” (April Fish!) ซึ่งเป็นคำที่คนฝรั่งเศษใช้เรียกคนที่ถูกหลอก หรือถูกแกล้งในวันที่ 1 เมษายน

และเช่นเดียวกัน ชาวอเมริกันก็นิยมหยอกล้อเพื่อนฝูง หรือคนแปลกหน้าในวันดังกล่าว ซึ่งการโกหกที่เป็นสากลที่สุดในวันนี้ คือการชี้ไปที่รองเท้าของเพื่อน และพูดออกมาว่า “เชือกรองเท้าของเธอหลุดแน่ะ” นอกจากนี้ ถ้าย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 พวกอาจารย์จะแกล้งบอกกับลูกศิษย์ของเขาว่า “ดูโน่นสิ! ฝูงห่าน” แล้วชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ส่วนในโรงเรียนต่างๆ กลุ่มนักเรียนจะหลอกเพื่อนคนอื่นว่าโรงเรียนงดการเรียนการสอนในวันนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการโกหกแบบไหน เมื่อไหร่ที่เหยื่อตกหลุมพรางตามแผนที่คนแกล้งวางเอาไว้แล้ว คนแกล้งจะตะโกนออกมาว่า “April Fool!”

อีกหนึ่งกลอุบายในการกลั่น แกล้งที่แทบจะกลายเป็นธรมเนียมปฏิบัติ คือการเทเกลือลงในโถใส่น้ำตาลเพื่อแกล้งคนที่นั่งข้างๆ แน่นอนว่าวิธีนี้คงไม่ดีแน่ถ้าจะเล่นกับคนแปลกหน้า แต่สำหรับนักเรียนหอ พวกเขามักจะมีกลเม็ดเด็ดๆ ที่จะทำให้แกล้งฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน แถมได้ผลอยู่เสมอ นั่นก็คือการหมุนเข็มนาฬิกาของตัวเองให้เดินช้า 1 ชั่วโมง เพื่อหลอกรูมเมทให้มาเข้าชั้นเรียนผิดเวลา

หัวใจของการโกหกในวัน April Fool Day คือความตลก โดยเรื่องที่โกหกต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่ทำอันตรายให้คนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เกี่ยวกับความเป็นความตาย เพราะฉะนั้น กลอุบายที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะต้องทำให้ทุกคนหัวเราะได้ โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นเหยื่อ

ขอบคุณที่มาจาก

เด็กดี ดอท คอม ประวัติวัน April Fool’s Day : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1672368 และ

The History of April Fools Day : https://www.youtube.com/watch?v=OhVCTkpVX2Y

เหตุผลของการเปลี่ยน

คงจำกันได้ตั้งแต่เปิดตัวสำหรับ WordPress ของ Krurit จะใช้ชื่อว่า

คอมพิวเตอร์&เทคโนโลยีนอกห้องเรียนกับครูฤทธิชัย

แต่มีเหตุหลายเหตุด้วยกัน คือ ปีการศึกษาที่แล้วเป็นผู้สอนคอมพิวเตอร์ทั้งโรงเรียน
ควบกับศิลปะบางส่วนแต่มาปีการศึกษานี้มีการแบ่งหน้าที่กันสอนสำหรับคอมพิวเตอร์
และต้องรับหน้าที่สอนศิลปะมากขึ้นตั้งแต่ ป.4 – ม.3
ดังนั้นเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ให้ทันกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป
และอีกเหตุหนึ่งคือไม่ค่อยได้มีโอกาสปล่อยงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนัก
เพราะไม่ค่อยได้เข้าห้องคอม(ปรับปรุงห้องคอมใหม่ เป็นเทอมเลย)
และช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงของการเรียน ป.โท ปีสุดท้าย
ทำงานวิจัยให้วุ่นวาย และเพิ่งได้สอบประมวลเสร็จเมื่อวาน(24 ม.ค. 56)
พอเสร็จภารกิจทุกอย่างมีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์เลยเข้ามาสั่งงานนักเรียนบ้าง
หาข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาใส่ให้บ้างและอยากให้หน้าของ WordPress เป็นปัจจุบัน
นักเรียนเข้ามาดูจะได้ไม่สับสน เลยขออนุญาตสำหรับทุก ๆ คนที่เคยเข้ามาทักทาย แอบส่อง
ว่าผมเปลี่ยนชื่อ WordPress แล้วนะครับเป็น “คอมพิวเตอร์กับศิลปะใครว่าไปด้วยกันไม่ได้”
ส่วนคำโปรยก็ยังเหมือนเดิมเพราะถือว่า ห้องเรียนของผมมันใหญ่จริงๆ ครับ
ใหญ่มากจนบางครั้งหาข้อมูลมาใส่ให้ไม่ทัน และเชื่อว่าใส่ยังไงก็ไม่เต็มง่าย ๆ
เพราะข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างไปไวมาก
มีอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นเยอะเชียวแต่อยากบอกให้ทราบตรงนี้เลยว่าหลังจากนี้ครูฤทธิ์กลับมาแล้ว
และพร้อมเต็มที่สำหรับเนื้อหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับทุก ๆ คน
และอีกหนึ่งเรื่องคือ เห็นว่าจะมีการประเมิน Blog จาก กลุ่มวิทยากรที่อบรมเรื่องนี้
ผมคนหนึ่งหละครับที่ไม่ได้หวังว่าจะได้ใบประกาศ
เพราะบอกได้เลยว่าไม่ได้ทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ตอนอบรม แต่ไม่ได้ไม่เป็นไรครับ
เพราะอย่างน้อย ๆ ผมก็ได้ความรู้มาพอตัวสำหรับ Blog
ยังไงถ้ามีโอกาส แวะมาดูกันเรื่อย ๆ ข้อมูลกำลังจะไหลเข้ามาที่นี่เรื่อย ๆ และเป็นประจำ
สัญญา ครับ ……” ^_^’

สมองของเราทำงานอย่างไร ว่าด้วยเรื่องของ สมอง Brain ของในหัว ตอนที่ 2

สมองของเราทำงานอย่างไร ว่าด้วยเรื่องของ สมอง Brain ของในหัว ตอนที่ 2.

13 สิงหาคม วันคนถนัดมือซ้าย “Celebrate Your right to be left- handed”

อาจช้าไปสักนิดสำหรับบทความนี้ แต่คนต้องแสดงความยินดีกับคนถนัดซ้ายทั่วทุกมุมโลกใน “วันสากลคนถนัดซ้าย”  ซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี โดยที่ประเทศอังกฤษ คนถนัดซ้ายได้มีการก่อตั้งกันเป็นสมาคมคนถนัดซ้าย (Left-Handers Association) เพื่อให้สมาชิกได้พบปะพูดคุยกัน และประกาศถึงสิทธิของการเป็นคนถนัดซ้าย และเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1992 ก็ได้จัดวันคนถนัดซ้ายขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้คนถนัดซ้ายใช้ชีวิตในโลกที่มีคนถนัดขวาเป็นส่วนใหญ่อย่างมี ความสุข  และให้ความรู้ผู้ผลิต ดีไซเนอร์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้คำนึงถึงความสะดวกและปลอดภัยของคนถนัดซ้ายด้วย และในวันที่ 13 สิงหาคม 2553 สมาคมผู้ถนัดซ้ายได้เรียกร้องให้ บารัค โอบามา และ เดวิด คาเมรอน รวมทั้งคนอื่นๆ ให้ร่วมกันสร้างพื้นที่สำหรับคนถนัดซ้ายในแต่ละบ้าน สถานที่ทำงาน และสร้างเกมสำหรับคนถนัดซ้ายโดยฉพาะเว็บไซต์ของสมาคมดังกล่าว ระบุว่า “บุคคลผู้ถนัดซ้ายจากทั่วโลกสามารถเฉลิมฉลองการถนัดซ้าย และร่วมกันทำให้สาธารณชนทั้งหลายได้รับรู้ถึงข้อดีและข้อเสียของการถนัดซ้าย เพิ่มมากขึ้น”วันสากลคนถนัดซ้ายเริ่มต้นครั้งแรกโดยกลุ่มชาวสหรัฐฯ กลุ่มหนึ่งเมื่อปี 1976 และถือว่าวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองของผู้ที่ถนัดซ้ายจากทั่วโลกอย่างไม่เป็นทางการผู้เข้าร่วม กลุ่มสามารถดาวน์โหลดแผ่นป้ายประกาศ เพลง และ แบบทดสอบ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในวันดังกล่าวผู้ ที่ถนัดซ้ายมักบ่นว่า เครื่องมือประจำบ้าน เช่น กรรไกร ที่เปิดกระป๋อง หรือแม้แต่ปากกาหมึกซึม ต่างได้รับการออกแบบมาเพื่อคนถนัดขวา ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ได้ถนัดถนี่

นอกจากนี้ บรรดาผู้ถนัดซ้าย ยังบอกอีกว่า ร่างกายถนัดกับการใช้อีกส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งถือเป็นพรสวรคค์ของพวกเขา และยังอ้างข้อมูลจากการศึกษาหลายแห่งว่า คนที่ถนัดซ้ายอาจจะฉลาดกว่าคนถนัดขวา

ทั้งนี้ มีรายงานการวิจัยที่แนะนำว่า นักการเมืองที่ถนัดขวาเสียเปรียบในการโต้วาทีที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ เพราะอิริยาบถการเคลื่อนไหวของมือจะถูกผู้ชมมองในแง่ลบมากกว่าจากการสำรวจพบ ว่าทั่วโลกมีคนที่ถนัดซ้ายอยู่ร้อยละ 13 แม้ว่าคนถนัดซ้ายจะกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่สัดส่วนในเอเชียกลับต่ำมาก เนื่องจากวัฒนธรรมการเลือกใช้มือในกิจวัตรต่างๆ ในชีวิตของชาวเอเชีย

ตัวอย่าง เช่น ในอินเดีย มือซ้ายเป็นสิ่งต้องห้ามในการกินข้าว หรือในประเทศมุสลิมบางประเทศมือซ้ายใช้มักใช้ในการทำสิ่งที่อาจสกปรกเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นผู้นำอีกคนที่ถนัดซ้ายเช่นกัน

ที่มา : http://www.sahavicha.com/?name=blog&file=readblog&id=5525

Hotmail โดน block แก้ยังไง ? ทําไม hotmail ถูกบล็อก ?

Hotmail โดน block แก้ยังไง ? ทําไม hotmail ถูกบล็อก ?

นี่คงเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคนในตอนนี้ บางคนใช้อีเมล์นี้มานานมาก มีรายชื่อผู้ติดต่อที่สำคัญๆเต็มไปหมดจะทำอย่างไรดี
 

การกู้อีเมล์ Hotmail ที่ถูก block คืน ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  • เข้าอินเตอร์เน็ต ตามนี้   https://windowslivehelp.com/PasswordReset.aspx
  • อ่านรายละเอียด แล้วคลิก “ปุ่มดำเนินการต่อ” เพื่อดำเนินการต่อ ( มี 2 Page )
  • พิมพ์อีเมล์ที่ต้องการกู้คืน  แล้วคลิก “ปุ่มดำเนินการต่อ”
  • จะมีคำถามให้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณ (เพื่อยืนยันว่าคุณคือเจ้าของอีเมล์จริงๆ)  พยายามตอบให้ได้มากที่สุด  เช่น
  • ชื่อเต็ม  (ต้องเป็นชื่อที่คุณใช้สมัครอีเมล์ : เพราะมีหลายท่านไม่ใช้ชื่อจริง)
  • วันเดือนปีเกิด
  • IP Adress ของเครื่องที่คุณใช้งานอีเมล์นั้นเป็นประจำ
  • อีเมล์สำรอง  (ต้องมีอีเมล์อื่นที่คุณสามารถใช้ได้ในตอนนี้  Hotmail จะติดต่อคุณผ่านอีเมล์นี้)
  • วันล่าสุดที่คุณเข้าใช้อีเมล์ได้
  • ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้
  • ชื่อของโฟลเดอร์ที่คุณสร้างไว้
  • ชื่อของรายชื่อในสมุดที่คุณบันทึกไว้  (สามารถบอกชื่ออีเมล์ต่างๆ ที่คุณบันทึกไว้)
  • เรื่องของจดหมายเก่าๆ ที่อยู่ในกล่องจดหมายของคุณ
  • ชื่อที่ใช้ในการติดต่อ MSN
  • ในกรณีที่ผู้ใดซื้อบริการพิเศษ เพิ่มเติมจากการให้ บริการของ Hotmail  จะมี ให้กรอกวันหมดอายุของบัตรเครดิตที่คุณเคยใช้ จ่ายเงินให้Hotmail  หรือ เลขท้าย 4 ตัวของบัตร

 

  • เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้ว  จะมีหน้าบอกรหัส(พิน) ต้องจำเลขรหัสให้ดี  เพราะจะบอกแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว

  • ไปที่ห้องสนทนากับHotmail ที่  https://windowslivehelp.com/LiveIDTempAuth.aspx?id=98ee8e85-17b9-4940-ac22-d7224b1de20a

  • คลิกเข้าไปแล้วจะพบห้องสนทนา  สามารถพิมพ์รายละเอียดเพิ่มเติม  (สิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าคุณเป็นเจ้าของเมล์  เช่น มีอัลบั้มรูปชื่ออะไรบ้าง    สร้างกรุ้ปเมล์อะไรไว้บ้าง)

  • รอเจ้าหน้าที่ Hotmail ตอบ (ภายใน 24 ชม.)  เราสามารถเข้ามาตรวจคำตอบของเจ้าหน้าที่ด้วยวิธี ตามขั้นตอนที่ 6 คือ เข้าไปในห้องสนทนา ด้วยรหัส(พิน) ที่เคยได้รับ  (ดังนั้นต้องจำพิน ตามขั้นตอนที่ 5 ให้ได้)

พอลองเข้าเมล์  ก็จะมีแจ้งว่ากรุณาเปลี่ยนรหัสใหม่ เราก็พิมพ์รหัสใหม่ตามต้องการ  พิมพ์รหัสยืนย้ำซ้ำอีกครั้ง  ก็จะกลับไปที่หน้าล๊อกอินเข้าเมล์เหมือนเดิม  คราวนี้เข้าอีเมล์ด้วยรหัสใหม่

ทำตามนี้รับรอง แก้ Hotmail โดน block ได้เมล์คืนแน่นอน

ที่มา : http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=5703&filename=index

ประวัติความเป็นมา วันแม่

พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า “แม่” ไว้ดังนี้
แม่ หมายถึง หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน พุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า “แม่” ซึ่งหมายถึง หญิงที่มีครอบครัวไว้หลายนัย เช่น

  1. แม่ บางทีเรียกว่า มารดา มารดร หมายถึง เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ แม่กอง เป็นต้น อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ภายในกิจการนั้นๆ ในที่นี้มาใช้กับผู้ให้กำเนิดแก่ลูกและหาตัวแทนไม่ได้
    – หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก และหาตัวแทนไม่ได้
    – คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
    – คนที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นนาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ฯลฯ
    รวมความแล้ว “แม่” คือ ผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตภายในบ้านเรือน
  1. ชนนี หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูก, เป็นที่บังเกิดเกล้าของลูก
  1. ภรรยา หรือภริยา หมายถึง
    – เมีย หรือ หญิงผู้เป็นคู่ครองของชาย
    – ผู้เลี้ยง หรือผู้ดูแลสมาชิกของครอบครัว

ชาวอเมริกัน เป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้านหรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสี ชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว

สำหรับ ในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุนซึ่งก็ คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง

ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยเห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา

เหตุผล ที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย…
อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า

ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย

ที่มา : http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_01819.php