วิธีดูว่าใครมาส่องเฟสคุณบ้าง?

มีทิปเล็กๆน้อยมาฝาก   เป็นวิธีดูว่าใครมาส่งเฟซเราบ้าง โดยที่เราไม่ต้องใช้ App ใดๆ ไม่ต้อง like เพจใดๆ และไม่มีภาพแชร์ไปบนหน้า wall ของคุณด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแอบดูว่าใครมาส่องเฟส โดยที่ไม่ให้เขารู้ตัวว่าเราแอบดู เดี๋ยวถ้าเขารู้ เขาอาจไม่กล้าส่อง

สำหรับวิธีการแอบดูคนที่มาส่องเฟซ เรานั้น อาจจะยุ่งยากกว่าการใช้ App บ้าง แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ วิธีนี้จะง่ายมาก สำหรับใครที่รู้จักภาษา  HTML อยู่แล้ว แต่คนที่ไม่รู้จัก ก็ไม่เป็นไร   แค่ตั้งใจอ่านนิดนึง

เริ่มแรกให้เข้าไปที่หน้า wall หรือหน้า facebook ของตัวเองนั่นแหล่ะ แล้วคลิ๊กขวาตรงไหนก็ได้ใน wall เลือกคำว่า View Souse code หรือ ดูรหัสต้นฉบับ

Souse code

จากนั้นคุณจะเห็นโค้ดต่างๆเต็มไปหมด ไม่ต้องตกใจ  อาจลายตานิดนึง อย่าไปจ้องมาก กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำ แล้วมองไปที่ด้านขวาบนของ browser พิมพ์คำว่า {“list”:  ลงไปที่ช่องว่าง  จากนั้นคุณจะเห็น ไฮไลท์ (สีอะไรก็แล้วแต่คุณตั้งค่าไว้) ในคำที่เราค้นหา เลื่อนลงมาด้านล่างอีกนิด คุณจะเจอโค้ดที่เป็นตัวเลขต่างๆมากมายจนลายตา หมายเลขพวกนี้แหล่ะ ที่จะบ่งบอกถึงคนที่เข้ามาส่องเฟซ ของคุณ

คนที่เข้ามาส่องบ่อยสุดก็คือหมายเลขแรกที่ต่อจากคำว่า {“list”: มีประมาณ 10 กว่าตัว มันคือ id ของเฟสต่างๆ ที่เข้ามาส่องเฟสของเรานั่นเอง

จากนั้น เข้าไปที่ http://facebook.com/  แล้วใส่หมายเลขที่คุณได้จากการค้นหา (หมายเลข 10 กว่าหลัก ที่ต่อท้าย{“list”:  นั่นแหละ)   เรียงลำดับไปเรื่อยๆ   เพียงเท่านี้ คุณก็จะแอบดูได้ว่า ใครมาส่องเฟสคุณบ้าง โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเรารู้ ถ้าเราไม่บอก  ลองทำดูนะครับ

ขอบคุณที่มาจาก :

http://lukplaz.com/computer-tips/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%84/

กำเนิดปุ่ม Ctrl Alt Del

กำเนิดปุ่ม Ctrl Alt Del

          คอนโทรล (Ctrl) ออลติเนต (Alt) และดีลีท (Delete) คือ คำสั่งยอดฮิตสำหรับจัดการกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่ผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ทั่วไปรู้จักกันดี โดยทั้งสามปุ่มนี้จะต้องกดพร้อม ๆ กัน จากนั้นระบบจะทำการบูตเครื่องใหม่ ซึ่งทั้งสามปุ่มนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายมาตลอด 10 ปีที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์เรา “เดวิด บรัดเลย์ (David Bradley)” หนึ่งในพนักงานจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” เขา คือผู้คิดค้นโค้ดคำสั่งดังกล่าว โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ในการเขียนโค้ดคำสั่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาได้สร้างคำสั่งที่ตรงใจผู้ใช้และจำเป็นมากที่สุดคำสั่งหนึ่งเลยทีเดียว บรัดเลย์เข้าร่วมงานกับไอบีเอ็มเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่โบคา ราตัน รัฐฟลอริด้า จากนั้นในปี 1980 เขาคือทีมงาน 1 ใน 12 คนของไอบีเอ็มที่ปลุกปั้นคอมพิวเตอร์พีซีขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เขาย้ายมาทำในส่วนของการวิจัยและพัฒนาให้กับไอบีเอ็ม โดยในยุคเริ่มแรกของพีซีนั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกแบบให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงวิธีการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มันทำงานผิดพลาด หรือเกิดแฮงค์ขึ้นมานั่นเอง และโค้ดคำสั่ง Ctrl Alt Delete ก็คือหนึ่งในหลาย ๆ คำสั่งที่บรัดเลย์คิดขึ้นมาได้ 

          “ใน ตอนนั้นผมไม่ทราบหรอกว่ามันจะกลายเป็นคำสั่งสำคัญของ คอมพิวเตอร์พีซีในอนาคต เพราะว่าผมก็ต้องคิดคำสั่งต่าง ๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก Ctrl Alt Delete แต่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุด”

          แต่ ก็อาจกล่าวได้ว่า ชื่อเสียงที่โด่งดังของเขานั้น ขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของคนสร้างโปรแกรม ว่าจะสร้างพลาดมากน้อยเพียงไร โดยเขากล่าวว่า “ผมอาจจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่บิล เกตต์ คือคนที่ทำให้มันเป็นที่รู้จัก” ซึ่ง การสรรเสริญของบรัดเลย์ต่อบิล เกตต์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ผู้สร้างซอฟต์แวร์Microsoft’s Windows ชื่อดังถึงกับหัวเราะไม่ออกมาแล้ว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดพลาดในการทำงานของ ซอฟต์แวร์ของบิล เกตต์นั่นเอง

          ปัจจุบัน บรัดเลย์มีอายุ 55 ปี และได้ลาออกจากไอบีเอ็ม บริษัทที่เขาใช้เวลาร่วมด้วยนานเกือบทั้งชีวิต เป็นระยะทางทั้งสิ้น 28.5 ปีแล้ว จากนั้นรายงานระบุว่า เขาจะใช้เวลาหลังการเกษียณตัวเองในการสอนนักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า

ที่มา :http://www.sudipan.net

ลบไฟล์ขยะ หลังจากเลิกเล่นเน็ต ช่วยลดปัญหาไวรัสได้

เวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่างๆ โปรแกรม IE(Internet Explorer) ก็จะทำการ download ข้อมูลมาเก็บไว้ในเครื่องของเราก่อน จากนั้นถ้าเราเลิกเล่น ไฟล์เหล่านี้ก็จะค้างในเครื่องของเรา นอกจากปัญหาไฟล์ในเครื่องที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เนื้อที่ใน harddisk ของเราไม่เพียงพอแล้ว อาจมีไวรัสแอบแฝงเข้ามาในเครื่องคอมฯ ของเราได้ด้วย ดังนั้นวิธีการจัดการอย่างหนึ่งที่ง่ายก็คือ กำหนดให้โปรแกรม IE ลบไฟล์ขยะเหล่านี้อัตโนม้ติทุกครั้งที่ปิดโปรแกรม สำหรับขั้นตอนก็สั้นๆ ครับ เพียงทำตามรายละเอียดข้างล่างนี้
วิธีกำหนดให้ลบไฟล์ขยะจากอินเตอร์เน็ตแบบอัตโนมัติ

1.คลิกเมนู Tools

2.เลือกคำสั่ง Internet Options

3.คลิกเลือกแท็ป Advanced

4.เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Security

5.จากนั้น คลิกหัวข้อ Empty Temporaly Internet Files Folder when browser is closed

6.กดปุ่ม Apply อีกครั้งเพื่อยืนยัน

7.แล้วนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ที่มา  http://www.chandra.ac.th/km/uview.php?article_id=300

ตั้งเวลาปิดเครื่อง ใน window 7

มีหลายครั้งที่เราต้อง โปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง เพราะโหลดอะไรต่ออะไรค้างอยู่แล้วขี้เกียจรอปิดเครื่องแต่จะมีใครรู้บ้างว่าใน window 7 ก็มีโปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง อยู่แล้วในตัว ใช้งานง่าย ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่องเพิ่มเติม ให้เสียเวลา

วิธีทำ auto shut down ตั้งเวลาปิดเครื่องอัตโนมัติ
โปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง ใน window 7 ชื่อว่า Task Scheduler

วิธีใช้ Task Scheduler  (โปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง)

ไปที่

1 .Start > Control panel > Administratrive tools > Task Scheduler

2. Create basic task
2.1 ใส่ชื่อ Task ตามแต่เราจะสร้างสรรค์ครับเช่น Shutdown คลิ้ก Next
2.2 Trigers เลือกเป็น Daily คลิ้ก Next
2.3 ใส่เวลาที่เราต้องการให้ปิด คลิ้ก Next
2.4 Actions เลือกเป็น Start Program คลิ้ก Next
2.5 ช่อง Program ให้ใส่ shutdown และ ช่อง Add argument ใส่เป็น -s -f -t 00 และก็คลิ้ก Next แล้วก็ Finish

***ความหมายของแต่ละตัว

-s คือ สั่งปิดเครื่อง

-f คือปิดโปรแกรมที่รันอยู่ทั้งหมด

-t 00 คือ ปิดภายใน 0 วินาที

แล็ปท็อปเรียก”คอมพ์วางตัก” แล้วแท็บเล็ตควรเรียกอะไร

กรณีศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญภาษาและวรรณคดีไทยให้ความเห็นว่า สื่อมวลชนและบุคคลสาธารณะควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้คำศัพท์ตาม หนังสือ ศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ราชบัณฑิตสถานได้รวบรวมไว้เพื่อใช้อ้างอิง เช่น อีเมล ให้ใช้เป็นไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, เน็ตเวิร์ก ให้ใช้ เครือข่าย, เสิร์ช ให้ใช้ ค้นหา และที่โดดเด่นที่สุดคือ แล็ปท็อป ให้ใช้เป็นคำว่า “คอมพิวเตอร์วางตัก” แทน

ถามว่า ถ้าคำว่าแล็ปท็อปให้เรียกว่า “คอมพ์วางตัก” แล้วคำว่าแท็บเล็ต (tablet Computer) เราคนไทยควรจะเรียกว่าอะไรดี

การ บัญญัติศัพท์ laptop ว่าคอมพิวเตอร์วางตักนั้นถือว่าสมเหตุสมผล เพราะคำว่า lap นั้นแปลว่าหน้าตัก ส่วน top นั้นแปลว่าบน ถือว่าตรงตัวและเหมาะสมเข้าใจได้ตามที่ต่างชาติบัญญัติขึ้น แต่ สำหรับคำว่า tablet ซึ่งพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทย ของ ศ.ดร. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม อธิบายความหมายไว้ว่า “ยาเม็ดแบน, ป้าย, แผ่นจารึก, แผ่นหนังสือ, แผ่นเหล็ก, ก้อนแบน” ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างประหลาดหากราชบัณฑิตฯจะบัญญัติศัพท์ที่ตรงตัวกับความ หมาย เช่น คอมพิวเตอร์แผ่นเหล็ก หรือคอมพิวเตอร์ก้อนแบน เป็นต้น

ประเด็น นี้เชื่อว่าหลายคนจับตาดูกันสนุก สนาน ว่าราชบัญฑิตจะประกาศศัพท์ใดออกมาสำหรับแท็บเล็ต หรือจะมีความเป็นไปได้ที่ราชบัณฑิตจะกำหนดให้แท็บเล็ตถูกเรียกทับศัพท์ว่า แท็บเล็ตต่อไป ที่ผ่านมา คำที่ราชบัญฑิตกำหนดให้เรียกทับศัพท์นั้นมีมากมาย เช่น internet (อินเทอร์เน็ต) digital (ดิจิทัล) graphic (กราฟิก) click (คลิก) mouse (เมาส์) electronics (อิเล็กทรอนิกส์) web site (เว็บไซต์) script (สคริปต์) software (ซอฟต์แวร์) browser (เบราว์เซอร์) bandwidth (แบนด์วิดท์) supercomputer (ซูเปอร์คอมพิวเตอร์) ซึ่งทุกคำล้วนสื่อความหมายที่เข้าใจง่าย  ผิดกับคำอีกมากที่ราชบัณฑิตกำหนดไว้แต่ไม่มีใครนิยมใช้ เช่นคำว่า Scanner ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า เครื่องกวาดตรวจ แต่นิยมใช้คำทับศัพท์มากกว่า, Smart card ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า บัตรเก่ง แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า สมาร์ทการ์ด ยังมีคำว่า Icon ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า สัญรูป แต่นิยมใช้คำทับศัพท์ว่า ไอคอน และ Protocol ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ว่า เกณฑ์วิธี แต่คำทับศัพท์ว่า โพรโทคอล นั้นเข้าใจได้ง่ายกว่า

อย่าง ไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการบัญญัติศัพท์เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ของราชบัณฑิตนั้นมี ความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากราชบัณฑิตฯถูกชาวออนไลน์เข้าใจผิดเพราะฟอร์เวิร์ดเมล (จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งต่อกันมา) ซึ่งกล่าวหาว่าราชบัญฑิตฯบัญญัติศัพท์คำ hardware ว่า”กระด้างภัณฑ์” ราชบัญฑิตระบุว่าตลอดว่าไม่จริง ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้องคือ “ส่วนเครื่อง” และ “ส่วนอุปกรณ์” ต่างหาก เช่นเดียวกับคำว่า software ราชบัณฑิตยสถานไม่เคยบัญญัติว่า ละมุนภัณฑ์ แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้องคือ ส่วนชุดคำสั่งหรือคำว่า joystick คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า แท่งหรรษา แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้อง คือ ก้านควบคุม และคำว่า pop-up menu คนเข้าใจผิดว่าราชบัณฑิตยสถานบัญญัติว่า เมนูโผล่ แต่ศัพท์บัญญัติที่ถูกต้อง คือ รายการเลือกแบบผุดขึ้น เช่นเดียวกับ pop-up window ราชบัณฑิตยสถานไม่ได้บัญญัติว่า หน้าต่างโผล่ แต่บัญญัติว่า หน้าต่างแบบผุดขึ้น หรือวินโดว์แบบผุด รวมถึงคำว่า Windows ก็ไม่ได้ถูกบัญญัติว่า พหุบัญชร แต่บัญญัติไว้ทับศัพท์เลยคือ วินโดวส์

ว่าแล้วคนไทยมาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าจะเรียกแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีรูปทรงละม้ายคล้ายกระดานชนวนที่สุนทรภู่เคยใช้งานว่าอะไรกันดี

ที่มา : http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=5728&filename=index

 

แท็บเล็ตคืออะไร

แท็บเล็ตคืออะไร

แท็บเล็ท (Tablet)

ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้คุณสามารถพกติดตัวได้โดยวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนสมุดหรือกระดาษ
“แท็บเล็ต – Tablet” ในความหมายแท้จริงแล้วก็คือแผ่นจารึกที่เอาไว้บันทึกข้อความต่างๆโดยการ เขียน (อาจจะเป็นกระดาษ, ดิน, ขี้ผื้ง, ไม้, หินชนวน) และมีการใช้กันมานานแล้วในอดีต แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้แนวคิดนี้ขึ้นมาแทนที่ซึ่งมีหลาย บริษัทได้ให้คำนิยามที่แตกต่างกันไป หลักๆแล้วก็มี 2 ความหมายด้วยกันคือ “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC (Tablet Personal Computer)” และ “แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer” หรือเรียกสั้นๆว่า “แท็บเล็ต – Tablet”
 
ในปัจจุบันถูกพัฒนาให้มีความสามารถใกล้ เคียงเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเลยทีเดียว เครื่องแท็บเล็ตพีซี มีขนาดไม่ใหญ่มากสามารถถือได้ด้วยมือเดียวและน้ำหนักเบากว่าเครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค

แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC (Tablet personal computer)

“แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC (Tablet personal computer)” คือ “เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถพกพาได้และใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงาน เป็นอันดับแรก ออกแบบให้สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากทาง Microsoft ได้ทำการเปิดตัว Microsoft Tablet PC ในปี 2001 แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปและไม่เป็นที่นิยมมากนัก “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC” ไม่เหมือนกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ Laptops ตรงที่อาจจะไม่มีแป้นพิมพ์ในการใช้งาน แต่อาจจะใช้แป้นพิมพ์เสมือนจริงในการใช้งานแทน (มีแป้นพิมพ์ปรากฎบนหน้าจอใช้การสัมผัสในการพิมพ์) “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC” ทุกเครื่องจะมีอุปกรณ์ไร้สายสำหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและระบบเครือ ข่ายภายใน

แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer หรือ แท็บเล็ต – Tablet

“แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer” หรือเรียกสั้นๆว่า “แท็บเล็ต – Tablet” คือ “เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้ขนาดกลางและใช้หน้าจอ สัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก มีคีย์บอร์ดเสมือนจริงหรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมถึงโน๊คบุ๊คแบบ convertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุน หรือแบบสไลด์ก็ตาม” ซึ่งทางบริษัท Apple ผู้ผลิต “ไอแพด – iPad” ได้เรียกอุปกรณ์ของตัวเองว่าเป็น “แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer” เครื่องแรก
 

ความแตกต่างระหว่าง “แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet computer” และ “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC”

เริ่มแรก “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC” จะใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ของ Intel เป็นพื้นฐานและมีการปรับแต่งนำเอาระบบปฏิบัติการหรือ OS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ Personal Computer – PC มาทำให้สามารถใช้การสัมผัสในการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น Windows 7 หรือ Ubuntu Linux แทนที่จะใช้แป้นพิมพ์คีย์บอร์ดหรือเมาส์ และเนื่องจากเป็นการรวมกันระหว่างระบบปฏิบัติการ Windows และหน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ของ Intel ทำให้มีคนเรียกกันว่า “Wintel”
 
ต่อมาในปี 2010 ได้เกิดแท็บเล็ตที่แตกต่างจาก “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC” ขึ้นมาโดยไม่มีการยึดติดกับ Wintel แต่ไปใช้ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนนั่นก็คือ “แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer หรือเรียกสั้นๆว่า แท็บเล็ต – Tablet” ซึ่งจะใช้หน้าจอแบบ capacitive แทนที่ resistive ทำให้สามารถสัมผัสโดยการใช้นิ้วได้โดยตรงและสัมผัสพร้อมกันทีละหลายจุดได้ หรือ multi-touch ประกอบกับการใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM แทนซึ่งสถาปัตยกรรม ARM นี้ทำให้แท็บเล็ตนั้นมีการใช้งานได้ยาวนานกว่าสถาปัตยกรรม x86 ของ Intel หลายๆคนคงจะรู้จักแท็บเล็ตตัวนี้กันเป็นอย่างดีนั้นก็คือ ไอแพด (iPad) นั้นเอง
 

Post-PC operating systems

ในปัจจุบันมีความนิยมในการใช้งาน Tablet สูงขึ้นเรื่อยๆทำให้เกิดการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ tablet ขึ้นมาเฉพาะโดยไม่ได้ตามเทคโนโลยีของ PC หรือ PDA เหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมด้าน Hardware หรือ Software ต่างมีผู้ผลิต OS (Operating System) ของตนเองมาแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าย Windows เองก็พยายามจะรักษาตลาดเดิมของ PocketPC เอาไว้ นอกจากนี้ Apple ผู้ผลิต iPad ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน Tablat อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ก็มี iOS ที่พัฒนาสำหรับ Tablat โดยเฉพาะและมีจุดแข็งในการผลิตฮาร์ดแวร์เองทำให้ OS สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้คู่แข่งสำคัญอย่าง Google ก็มี Android OS ที่มีจุดแข็งในการเปิดให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์อื่นๆ สามารถนำ Android OS ไปใช้ได้กับฮาร์ดแวร์ของตน นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ผลิตหลายราย ที่พยายามสร้าง OS ของตนขึ้นมาเพื่อใช้งานกับ Tablat ของตนเอง เช่น Blacberry Tablet OS ที่อิงระบบ QNX หรือ HP ที่พยายามสร้าง webOS เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด แต่ทำไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม Tablat ยังมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในอนาคต Tablat จะเป็นมากกว่ากระดานชนวนอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะบรรจุเทคโนโลยีมากมาย อีกทั้งความสามารถด้านการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ความสามารถของ Tablat เปิดกว้างมายิ่งขึ้นที่มา : http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=5282&filename=index