วิธีดูว่าใครมาส่องเฟสคุณบ้าง?

มีทิปเล็กๆน้อยมาฝาก   เป็นวิธีดูว่าใครมาส่งเฟซเราบ้าง โดยที่เราไม่ต้องใช้ App ใดๆ ไม่ต้อง like เพจใดๆ และไม่มีภาพแชร์ไปบนหน้า wall ของคุณด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแอบดูว่าใครมาส่องเฟส โดยที่ไม่ให้เขารู้ตัวว่าเราแอบดู เดี๋ยวถ้าเขารู้ เขาอาจไม่กล้าส่อง

สำหรับวิธีการแอบดูคนที่มาส่องเฟซ เรานั้น อาจจะยุ่งยากกว่าการใช้ App บ้าง แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ วิธีนี้จะง่ายมาก สำหรับใครที่รู้จักภาษา  HTML อยู่แล้ว แต่คนที่ไม่รู้จัก ก็ไม่เป็นไร   แค่ตั้งใจอ่านนิดนึง

เริ่มแรกให้เข้าไปที่หน้า wall หรือหน้า facebook ของตัวเองนั่นแหล่ะ แล้วคลิ๊กขวาตรงไหนก็ได้ใน wall เลือกคำว่า View Souse code หรือ ดูรหัสต้นฉบับ

Souse code

จากนั้นคุณจะเห็นโค้ดต่างๆเต็มไปหมด ไม่ต้องตกใจ  อาจลายตานิดนึง อย่าไปจ้องมาก กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำ แล้วมองไปที่ด้านขวาบนของ browser พิมพ์คำว่า {“list”:  ลงไปที่ช่องว่าง  จากนั้นคุณจะเห็น ไฮไลท์ (สีอะไรก็แล้วแต่คุณตั้งค่าไว้) ในคำที่เราค้นหา เลื่อนลงมาด้านล่างอีกนิด คุณจะเจอโค้ดที่เป็นตัวเลขต่างๆมากมายจนลายตา หมายเลขพวกนี้แหล่ะ ที่จะบ่งบอกถึงคนที่เข้ามาส่องเฟซ ของคุณ

คนที่เข้ามาส่องบ่อยสุดก็คือหมายเลขแรกที่ต่อจากคำว่า {“list”: มีประมาณ 10 กว่าตัว มันคือ id ของเฟสต่างๆ ที่เข้ามาส่องเฟสของเรานั่นเอง

จากนั้น เข้าไปที่ http://facebook.com/  แล้วใส่หมายเลขที่คุณได้จากการค้นหา (หมายเลข 10 กว่าหลัก ที่ต่อท้าย{“list”:  นั่นแหละ)   เรียงลำดับไปเรื่อยๆ   เพียงเท่านี้ คุณก็จะแอบดูได้ว่า ใครมาส่องเฟสคุณบ้าง โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเรารู้ ถ้าเราไม่บอก  ลองทำดูนะครับ

ขอบคุณที่มาจาก :

http://lukplaz.com/computer-tips/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%84/

มหัศจรรย์วันโกหก April fool’s day

the-history-of-april-fools-day-video--47318c1760

วันเอพริลฟูลส์ (อังกฤษ: April Fool’s Day) หรือเรียกในชื่ออื่นว่า วันเมษาหน้าโง่, วันโกหกเดือนเมษายน, วันเทศกาลคนโง่ เป็นเทศกาลในวันที่ 1 เมษายน วันนี้เป็นวันที่จะอนุญาตให้โกหกต่อกันได้ โดยไม่ถือโกรธ ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ อาจมีเหตุการณ์น่าตกใจ ตื่นเต้นเป็นหัวข้อข่าว แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นต่อมาจึงได้เฉลยว่าข่าวที่ลงไปนั้นไม่เป็นความจริงแต่ อย่างใด เทศกาลนี้เริ่มขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสและเป็นที่นิยมกันไปทั่วโลก ในประเทศไทยเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา

ย้อน หลังกลับไปในศตวรรษที่ 16 ประเทศฝรั่งเศสถือว่าวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนจะพากันเฉลิมฉลอง จัดงานเลี้ยง และล้อมวงเต้นรำกันอย่างครึกครื้นจนถึงค่ำ

แต่มาในปี ค.ศ. 1592 พระสันตปาปาเกรเกอรี่ได้ประกาศใช้ปฏิทินใหม่สำหรับชาวคริสต์ ทำให้วันปีใหม่ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเป็นวันที่ 1 เดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาด้านการสื่อสารที่ล่าช้าในยุคนั้น ยังคงมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่เชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พวกเขายังจัดงานฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายนตามเดิม ทำให้คนอื่นๆ พากันเรียกพวกเขาว่า ” พวกเมษาหน้าโง่” (April Fools) แล้วพยายามกลั่นแกล้งคนพวกนี้โดยส่งข้อความไปหลอก หรือล่อลวงให้หลงเชื่อเรื่องโกหกทั้งหลายว่าเป็นเรื่องจริง

ใน ปัจจุบัน วันที่ 1 เมษายนจะถูกเรียกว่า “Poisson d’Avril” พวกเด็กๆ จะแกล้งเพื่อนๆ ด้วยการเอากระดาษรูปปลาไปแปะไว้ข้างหลัง เมื่อฝ่ายที่ถูกแกล้งรู้ตัว คนแกล้งจะตะโกนว่า “Poisson d’Avril!” (April Fish!) ซึ่งเป็นคำที่คนฝรั่งเศษใช้เรียกคนที่ถูกหลอก หรือถูกแกล้งในวันที่ 1 เมษายน

และเช่นเดียวกัน ชาวอเมริกันก็นิยมหยอกล้อเพื่อนฝูง หรือคนแปลกหน้าในวันดังกล่าว ซึ่งการโกหกที่เป็นสากลที่สุดในวันนี้ คือการชี้ไปที่รองเท้าของเพื่อน และพูดออกมาว่า “เชือกรองเท้าของเธอหลุดแน่ะ” นอกจากนี้ ถ้าย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 พวกอาจารย์จะแกล้งบอกกับลูกศิษย์ของเขาว่า “ดูโน่นสิ! ฝูงห่าน” แล้วชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ส่วนในโรงเรียนต่างๆ กลุ่มนักเรียนจะหลอกเพื่อนคนอื่นว่าโรงเรียนงดการเรียนการสอนในวันนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการโกหกแบบไหน เมื่อไหร่ที่เหยื่อตกหลุมพรางตามแผนที่คนแกล้งวางเอาไว้แล้ว คนแกล้งจะตะโกนออกมาว่า “April Fool!”

อีกหนึ่งกลอุบายในการกลั่น แกล้งที่แทบจะกลายเป็นธรมเนียมปฏิบัติ คือการเทเกลือลงในโถใส่น้ำตาลเพื่อแกล้งคนที่นั่งข้างๆ แน่นอนว่าวิธีนี้คงไม่ดีแน่ถ้าจะเล่นกับคนแปลกหน้า แต่สำหรับนักเรียนหอ พวกเขามักจะมีกลเม็ดเด็ดๆ ที่จะทำให้แกล้งฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน แถมได้ผลอยู่เสมอ นั่นก็คือการหมุนเข็มนาฬิกาของตัวเองให้เดินช้า 1 ชั่วโมง เพื่อหลอกรูมเมทให้มาเข้าชั้นเรียนผิดเวลา

หัวใจของการโกหกในวัน April Fool Day คือความตลก โดยเรื่องที่โกหกต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่ทำอันตรายให้คนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เกี่ยวกับความเป็นความตาย เพราะฉะนั้น กลอุบายที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะต้องทำให้ทุกคนหัวเราะได้ โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นเหยื่อ

ขอบคุณที่มาจาก

เด็กดี ดอท คอม ประวัติวัน April Fool’s Day : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1672368 และ

The History of April Fools Day : https://www.youtube.com/watch?v=OhVCTkpVX2Y

กำเนิดปุ่ม Ctrl Alt Del

กำเนิดปุ่ม Ctrl Alt Del

          คอนโทรล (Ctrl) ออลติเนต (Alt) และดีลีท (Delete) คือ คำสั่งยอดฮิตสำหรับจัดการกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่ผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ทั่วไปรู้จักกันดี โดยทั้งสามปุ่มนี้จะต้องกดพร้อม ๆ กัน จากนั้นระบบจะทำการบูตเครื่องใหม่ ซึ่งทั้งสามปุ่มนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายมาตลอด 10 ปีที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์เรา “เดวิด บรัดเลย์ (David Bradley)” หนึ่งในพนักงานจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” เขา คือผู้คิดค้นโค้ดคำสั่งดังกล่าว โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ในการเขียนโค้ดคำสั่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาได้สร้างคำสั่งที่ตรงใจผู้ใช้และจำเป็นมากที่สุดคำสั่งหนึ่งเลยทีเดียว บรัดเลย์เข้าร่วมงานกับไอบีเอ็มเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่โบคา ราตัน รัฐฟลอริด้า จากนั้นในปี 1980 เขาคือทีมงาน 1 ใน 12 คนของไอบีเอ็มที่ปลุกปั้นคอมพิวเตอร์พีซีขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เขาย้ายมาทำในส่วนของการวิจัยและพัฒนาให้กับไอบีเอ็ม โดยในยุคเริ่มแรกของพีซีนั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกแบบให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงวิธีการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มันทำงานผิดพลาด หรือเกิดแฮงค์ขึ้นมานั่นเอง และโค้ดคำสั่ง Ctrl Alt Delete ก็คือหนึ่งในหลาย ๆ คำสั่งที่บรัดเลย์คิดขึ้นมาได้ 

          “ใน ตอนนั้นผมไม่ทราบหรอกว่ามันจะกลายเป็นคำสั่งสำคัญของ คอมพิวเตอร์พีซีในอนาคต เพราะว่าผมก็ต้องคิดคำสั่งต่าง ๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก Ctrl Alt Delete แต่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุด”

          แต่ ก็อาจกล่าวได้ว่า ชื่อเสียงที่โด่งดังของเขานั้น ขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของคนสร้างโปรแกรม ว่าจะสร้างพลาดมากน้อยเพียงไร โดยเขากล่าวว่า “ผมอาจจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่บิล เกตต์ คือคนที่ทำให้มันเป็นที่รู้จัก” ซึ่ง การสรรเสริญของบรัดเลย์ต่อบิล เกตต์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ผู้สร้างซอฟต์แวร์Microsoft’s Windows ชื่อดังถึงกับหัวเราะไม่ออกมาแล้ว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดพลาดในการทำงานของ ซอฟต์แวร์ของบิล เกตต์นั่นเอง

          ปัจจุบัน บรัดเลย์มีอายุ 55 ปี และได้ลาออกจากไอบีเอ็ม บริษัทที่เขาใช้เวลาร่วมด้วยนานเกือบทั้งชีวิต เป็นระยะทางทั้งสิ้น 28.5 ปีแล้ว จากนั้นรายงานระบุว่า เขาจะใช้เวลาหลังการเกษียณตัวเองในการสอนนักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า

ที่มา :http://www.sudipan.net

เหตุผลของการเปลี่ยน

คงจำกันได้ตั้งแต่เปิดตัวสำหรับ WordPress ของ Krurit จะใช้ชื่อว่า

คอมพิวเตอร์&เทคโนโลยีนอกห้องเรียนกับครูฤทธิชัย

แต่มีเหตุหลายเหตุด้วยกัน คือ ปีการศึกษาที่แล้วเป็นผู้สอนคอมพิวเตอร์ทั้งโรงเรียน
ควบกับศิลปะบางส่วนแต่มาปีการศึกษานี้มีการแบ่งหน้าที่กันสอนสำหรับคอมพิวเตอร์
และต้องรับหน้าที่สอนศิลปะมากขึ้นตั้งแต่ ป.4 – ม.3
ดังนั้นเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ให้ทันกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป
และอีกเหตุหนึ่งคือไม่ค่อยได้มีโอกาสปล่อยงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนัก
เพราะไม่ค่อยได้เข้าห้องคอม(ปรับปรุงห้องคอมใหม่ เป็นเทอมเลย)
และช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงของการเรียน ป.โท ปีสุดท้าย
ทำงานวิจัยให้วุ่นวาย และเพิ่งได้สอบประมวลเสร็จเมื่อวาน(24 ม.ค. 56)
พอเสร็จภารกิจทุกอย่างมีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์เลยเข้ามาสั่งงานนักเรียนบ้าง
หาข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาใส่ให้บ้างและอยากให้หน้าของ WordPress เป็นปัจจุบัน
นักเรียนเข้ามาดูจะได้ไม่สับสน เลยขออนุญาตสำหรับทุก ๆ คนที่เคยเข้ามาทักทาย แอบส่อง
ว่าผมเปลี่ยนชื่อ WordPress แล้วนะครับเป็น “คอมพิวเตอร์กับศิลปะใครว่าไปด้วยกันไม่ได้”
ส่วนคำโปรยก็ยังเหมือนเดิมเพราะถือว่า ห้องเรียนของผมมันใหญ่จริงๆ ครับ
ใหญ่มากจนบางครั้งหาข้อมูลมาใส่ให้ไม่ทัน และเชื่อว่าใส่ยังไงก็ไม่เต็มง่าย ๆ
เพราะข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างไปไวมาก
มีอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นเยอะเชียวแต่อยากบอกให้ทราบตรงนี้เลยว่าหลังจากนี้ครูฤทธิ์กลับมาแล้ว
และพร้อมเต็มที่สำหรับเนื้อหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับทุก ๆ คน
และอีกหนึ่งเรื่องคือ เห็นว่าจะมีการประเมิน Blog จาก กลุ่มวิทยากรที่อบรมเรื่องนี้
ผมคนหนึ่งหละครับที่ไม่ได้หวังว่าจะได้ใบประกาศ
เพราะบอกได้เลยว่าไม่ได้ทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ตอนอบรม แต่ไม่ได้ไม่เป็นไรครับ
เพราะอย่างน้อย ๆ ผมก็ได้ความรู้มาพอตัวสำหรับ Blog
ยังไงถ้ามีโอกาส แวะมาดูกันเรื่อย ๆ ข้อมูลกำลังจะไหลเข้ามาที่นี่เรื่อย ๆ และเป็นประจำ
สัญญา ครับ ……” ^_^’

ลบไฟล์ขยะ หลังจากเลิกเล่นเน็ต ช่วยลดปัญหาไวรัสได้

เวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่างๆ โปรแกรม IE(Internet Explorer) ก็จะทำการ download ข้อมูลมาเก็บไว้ในเครื่องของเราก่อน จากนั้นถ้าเราเลิกเล่น ไฟล์เหล่านี้ก็จะค้างในเครื่องของเรา นอกจากปัญหาไฟล์ในเครื่องที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เนื้อที่ใน harddisk ของเราไม่เพียงพอแล้ว อาจมีไวรัสแอบแฝงเข้ามาในเครื่องคอมฯ ของเราได้ด้วย ดังนั้นวิธีการจัดการอย่างหนึ่งที่ง่ายก็คือ กำหนดให้โปรแกรม IE ลบไฟล์ขยะเหล่านี้อัตโนม้ติทุกครั้งที่ปิดโปรแกรม สำหรับขั้นตอนก็สั้นๆ ครับ เพียงทำตามรายละเอียดข้างล่างนี้
วิธีกำหนดให้ลบไฟล์ขยะจากอินเตอร์เน็ตแบบอัตโนมัติ

1.คลิกเมนู Tools

2.เลือกคำสั่ง Internet Options

3.คลิกเลือกแท็ป Advanced

4.เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Security

5.จากนั้น คลิกหัวข้อ Empty Temporaly Internet Files Folder when browser is closed

6.กดปุ่ม Apply อีกครั้งเพื่อยืนยัน

7.แล้วนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ที่มา  http://www.chandra.ac.th/km/uview.php?article_id=300

ตั้งเวลาปิดเครื่อง ใน window 7

มีหลายครั้งที่เราต้อง โปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง เพราะโหลดอะไรต่ออะไรค้างอยู่แล้วขี้เกียจรอปิดเครื่องแต่จะมีใครรู้บ้างว่าใน window 7 ก็มีโปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง อยู่แล้วในตัว ใช้งานง่าย ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่องเพิ่มเติม ให้เสียเวลา

วิธีทำ auto shut down ตั้งเวลาปิดเครื่องอัตโนมัติ
โปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง ใน window 7 ชื่อว่า Task Scheduler

วิธีใช้ Task Scheduler  (โปรแกรมตั้งเวลาปิดเครื่อง)

ไปที่

1 .Start > Control panel > Administratrive tools > Task Scheduler

2. Create basic task
2.1 ใส่ชื่อ Task ตามแต่เราจะสร้างสรรค์ครับเช่น Shutdown คลิ้ก Next
2.2 Trigers เลือกเป็น Daily คลิ้ก Next
2.3 ใส่เวลาที่เราต้องการให้ปิด คลิ้ก Next
2.4 Actions เลือกเป็น Start Program คลิ้ก Next
2.5 ช่อง Program ให้ใส่ shutdown และ ช่อง Add argument ใส่เป็น -s -f -t 00 และก็คลิ้ก Next แล้วก็ Finish

***ความหมายของแต่ละตัว

-s คือ สั่งปิดเครื่อง

-f คือปิดโปรแกรมที่รันอยู่ทั้งหมด

-t 00 คือ ปิดภายใน 0 วินาที

สมองของเราทำงานอย่างไร ว่าด้วยเรื่องของ สมอง Brain ของในหัว ตอนที่ 2

สมองของเราทำงานอย่างไร ว่าด้วยเรื่องของ สมอง Brain ของในหัว ตอนที่ 2.

13 สิงหาคม วันคนถนัดมือซ้าย “Celebrate Your right to be left- handed”

อาจช้าไปสักนิดสำหรับบทความนี้ แต่คนต้องแสดงความยินดีกับคนถนัดซ้ายทั่วทุกมุมโลกใน “วันสากลคนถนัดซ้าย”  ซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี โดยที่ประเทศอังกฤษ คนถนัดซ้ายได้มีการก่อตั้งกันเป็นสมาคมคนถนัดซ้าย (Left-Handers Association) เพื่อให้สมาชิกได้พบปะพูดคุยกัน และประกาศถึงสิทธิของการเป็นคนถนัดซ้าย และเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1992 ก็ได้จัดวันคนถนัดซ้ายขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้คนถนัดซ้ายใช้ชีวิตในโลกที่มีคนถนัดขวาเป็นส่วนใหญ่อย่างมี ความสุข  และให้ความรู้ผู้ผลิต ดีไซเนอร์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้คำนึงถึงความสะดวกและปลอดภัยของคนถนัดซ้ายด้วย และในวันที่ 13 สิงหาคม 2553 สมาคมผู้ถนัดซ้ายได้เรียกร้องให้ บารัค โอบามา และ เดวิด คาเมรอน รวมทั้งคนอื่นๆ ให้ร่วมกันสร้างพื้นที่สำหรับคนถนัดซ้ายในแต่ละบ้าน สถานที่ทำงาน และสร้างเกมสำหรับคนถนัดซ้ายโดยฉพาะเว็บไซต์ของสมาคมดังกล่าว ระบุว่า “บุคคลผู้ถนัดซ้ายจากทั่วโลกสามารถเฉลิมฉลองการถนัดซ้าย และร่วมกันทำให้สาธารณชนทั้งหลายได้รับรู้ถึงข้อดีและข้อเสียของการถนัดซ้าย เพิ่มมากขึ้น”วันสากลคนถนัดซ้ายเริ่มต้นครั้งแรกโดยกลุ่มชาวสหรัฐฯ กลุ่มหนึ่งเมื่อปี 1976 และถือว่าวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองของผู้ที่ถนัดซ้ายจากทั่วโลกอย่างไม่เป็นทางการผู้เข้าร่วม กลุ่มสามารถดาวน์โหลดแผ่นป้ายประกาศ เพลง และ แบบทดสอบ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในวันดังกล่าวผู้ ที่ถนัดซ้ายมักบ่นว่า เครื่องมือประจำบ้าน เช่น กรรไกร ที่เปิดกระป๋อง หรือแม้แต่ปากกาหมึกซึม ต่างได้รับการออกแบบมาเพื่อคนถนัดขวา ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ได้ถนัดถนี่

นอกจากนี้ บรรดาผู้ถนัดซ้าย ยังบอกอีกว่า ร่างกายถนัดกับการใช้อีกส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งถือเป็นพรสวรคค์ของพวกเขา และยังอ้างข้อมูลจากการศึกษาหลายแห่งว่า คนที่ถนัดซ้ายอาจจะฉลาดกว่าคนถนัดขวา

ทั้งนี้ มีรายงานการวิจัยที่แนะนำว่า นักการเมืองที่ถนัดขวาเสียเปรียบในการโต้วาทีที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ เพราะอิริยาบถการเคลื่อนไหวของมือจะถูกผู้ชมมองในแง่ลบมากกว่าจากการสำรวจพบ ว่าทั่วโลกมีคนที่ถนัดซ้ายอยู่ร้อยละ 13 แม้ว่าคนถนัดซ้ายจะกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่สัดส่วนในเอเชียกลับต่ำมาก เนื่องจากวัฒนธรรมการเลือกใช้มือในกิจวัตรต่างๆ ในชีวิตของชาวเอเชีย

ตัวอย่าง เช่น ในอินเดีย มือซ้ายเป็นสิ่งต้องห้ามในการกินข้าว หรือในประเทศมุสลิมบางประเทศมือซ้ายใช้มักใช้ในการทำสิ่งที่อาจสกปรกเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นผู้นำอีกคนที่ถนัดซ้ายเช่นกัน

ที่มา : http://www.sahavicha.com/?name=blog&file=readblog&id=5525